หยาดน้ำตาสีเลือดใต้เงายุติธรรม: เมื่อสามนักเรียนนายร้อยกร่างรุมซ้อมลูกสาววัย 19

ปีจนกรามแตกเป็นหกเสี่ยง แต่ต้องหน้าซีดเผือดและคุกเข่ารอรับความตาย… เมื่อรู้ว่า ‘พ่อ’ ของเธอคือมัจจุราชที่กองทัพต้องก้มหัวให้!
เสียงเครื่องช่วยหายใจดังเป็นจังหวะเชื่องช้า สลับกับเสียงสะอื้นไห้ที่ถูกกล้ำกลืนไว้ในลำคอ ภายในห้องไอซียูของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่และหนาวเหน็บ บนเตียงผู้ป่วย ร่างของ ‘น้ำฟ้า’ เด็กสาววัย 19 ปี นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งผู้มีรอยยิ้มสดใสเสมอ นอนไม่ได้สติอยู่ในสภาพที่แทบจำเค้าโครงหน้าเดิมไม่ได้ ใบหน้าของเธอบวมปูดเขียวช้ำไปทุกตารางนิ้ว ท่อช่วยหายใจถูกสอดเข้าไปในลำคอ และที่เลวร้ายที่สุดคือ… กรามของเธอถูกกระแทกด้วยของแข็งอย่างรุนแรงจน ‘แตกละเอียดออกเป็นหกเสี่ยง’ ต้องดามด้วยเหล็กและนอตทางการแพทย์รอบขากรรไกร
ข้างเตียงของเธอ ‘ลุงดิน’ ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด สวมเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตเก่าๆ และกางเกงยีนส์สีซีด ยืนกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เลือดซึมออกมาโดยที่เขาไม่รู้สึกเจ็บ ดวงตาที่เคยมองโลกด้วยความอ่อนโยน บัดนี้แดงก่ำและเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตที่ถูกกดทับไว้อย่างมิดชิด ลุงดินเป็นเพียงช่างซ่อมนาฬิกาเล็กๆ ในตลาดสด เขาใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบและเลี้ยงดูน้ำฟ้ามาเพียงลำพังตั้งแต่ภรรยาเสียชีวิต น้ำฟ้าคือแก้วตาดวงใจ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา
เหตุการณ์บัดซบนี้เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน น้ำฟ้าไปทำงานพาร์ตไทม์เป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งเพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียน ระหว่างที่เธอกำลังเดินกลับบ้านในซอยเปลี่ยว มีกลุ่มชายหนุ่มสามคนในสภาพมึนเมาสุราอย่างหนักเดินเข้ามาลวนลาม พวกมันคือ ‘ตั้ม’ ‘บอย’ และ ‘เอก’ ทั้งสามคนเป็นถึง นักเรียนนายร้อยจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ชั้นปีที่ 4 ผู้ถือดีว่าตนเองมียศถาบรรดาศักดิ์และมีพ่อแม่เป็นนายทหารระดับสูง น้ำฟ้าพยายามขัดขืนและสะบัดมือตั้มที่พยายามจะลวนลามเธอ พร้อมกับตบหน้าเขาไปหนึ่งฉาดเพื่อป้องกันตัว
แต่แทนที่พวกมันจะสำนึก ตั้มกลับโกรธจัดและตะคอกว่า “มึงรู้ไหมว่ากูเป็นใคร! กูคือนักเรียนนายร้อย! อนาคตนายพล! มึงกล้าตบหน้ากูเหรออีชั้นต่ำ!”
จากนั้น นรกบนดินก็เริ่มต้นขึ้น นักเรียนนายร้อยทั้งสามคนไร้ซึ่งศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย พวกมันรุมทำร้ายเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่ไม่มีทางสู้ บอยจับแขนน้ำฟ้าไพล่หลัง เอกเตะตัดขาจนเธอทรุดลงกับพื้น ส่วนตั้ม… ใช้รองเท้าคอมแบททหารที่สวมอยู่ กระทืบเข้าที่ใบหน้าและปลายคางของน้ำฟ้าอย่างสุดแรงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงกระดูกกรามแตกหักดังกร๊อบสะท้อนไปทั่วซอยเปลี่ยว น้ำฟ้าร้องไม่ออก เลือดทะลักออกจากปากจนสำลัก ก่อนที่เธอจะหมดสติไป พวกมันทิ้งร่างของเธอให้นอนจมกองเลือดราวกับขยะชิ้นหนึ่ง และหัวเราะเยาะเดินจากไปอย่างเลือดเย็น
เช้าวันรุ่งขึ้น ลุงดินถูกเรียกตัวมาที่สถานีตำรวจนครบาลในพื้นที่เพื่อไกล่เกลี่ยคดี ทว่าบรรยากาศในโรงพักกลับทำให้คนเป็นพ่อต้องกัดฟันกรอด
นักเรียนนายร้อยทั้งสามคนไม่ได้ถูกจับใส่กุญแจมือหรือถูกขังในห้องขัง พวกมันนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังในห้องพักของสารวัตร ดื่มกาแฟและคุยเล่นกันอย่างสนุกสนานราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยมี ‘พลตรีเกรียงไกร’ พ่อของตั้ม ผู้ทรงอิทธิพลในกองทัพ นั่งหน้าตึงอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม สารวัตรเจ้าของคดีมีท่าทีนอบน้อมและเกรงใจนายพลเกรียงไกรจนออกนอกหน้า
เมื่อลุงดินเดินเข้ามาในสภาพชายแก่ซอมซ่อ พลตรีเกรียงไกรก็ปลายตามองด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะโยนปึกธนบัตรจำนวนห้าหมื่นบาทลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังปึก!
“รับเงินนี่ไปซะลุง ถือว่าเป็นค่าทำขวัญกับค่าหมอของลูกสาวลุงก็แล้วกัน” พลตรีเกรียงไกรพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยการกดขี่ “เรื่องนี้ลูกสาวลุงก็มีส่วนผิดที่ไปทำร้ายร่างกายลูกชายผมก่อน เด็กมันก็แค่ป้องกันตัวและอาจจะพลั้งมือแรงไปหน่อย ลุงรับเงินแล้วก็เซ็นยอมความซะ เรื่องจะได้จบๆ ไป อย่าทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่เลย ลุงเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา สู้คดีไปก็แพ้เปล่าๆ แถมจะเดือดร้อนหนักกว่าเดิมด้วย”
ตั้มแค่นหัวเราะในลำคอ “รีบๆ เอาเงินไปเถอะลุง ห้าหมื่นนี่ก็เยอะกว่าเงินที่ลุงหาได้ทั้งปีแล้วมั้ง ถือว่าโชคดีแค่ไหนแล้วที่พวกผมไม่ฟ้องลูกสาวลุงกลับข้อหาทำร้ายร่างกายนักเรียนนายร้อย”
ลุงดินยืนนิ่ง สายตาของเขามองปึกธนบัตรสลับกับใบหน้าของพวกเดรัจฉานในคราบเครื่องแบบ มือของชายชราสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความโกรธแค้นที่อัดแน่นจนแทบจะระเบิดออกมา
“ลูกสาวผม… กรามแตกเป็นหกเสี่ยง หมอบอกว่าเธออาจจะพูดไม่ได้เหมือนเดิม ต้องกินอาหารผ่านสายยางไปอีกหลายเดือน… พวกคุณเรียกการกระทืบเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ปางตายว่าป้องกันตัวงั้นเหรอ?” น้ำเสียงของลุงดินแหบพร่าแต่เย็นยะเยือก
สารวัตรเจ้าของคดีรีบพูดแทรกขึ้นมาทันที “เอ่อ… ลุงครับ อย่าหัวหมอไปหน่อยเลยครับ พลตรีเกรียงไกรท่านเมตตาให้เงินตั้งขนาดนี้ก็รับๆ ไปเถอะครับ ถ้าลุงไม่ยอมรับ ผมอาจจะต้องตั้งข้อหาลูกสาวลุงว่ายั่วยุและเริ่มทำร้ายร่างกายก่อนนะครับ ถึงเวลานั้นลุงจะไม่ได้สักบาทแถมลูกสาวจะติดคุกเอานะ!”
พลตรีเกรียงไกรเชิดหน้าขึ้น “จำไว้นะไอ้แก่… ลูกชายฉันคือนักเรียนนายร้อยระดับหัวกะทิ อนาคตของชาติ เขาเตรียมจะรับพระราชทานกระบี่และติดยศร้อยตรีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ฉันจะไม่มีวันยอมให้คดีขยะๆ แบบนี้มาแปดเปื้อนประวัติลูกชายฉันเด็ดขาด! ถ้าแกไม่เซ็นยอมความตั้งแต่วันนี้ พรุ่งนี้ร้านซ่อมนาฬิกาของแกอาจจะถูกสั่งปิด และแกจะไม่มีที่ซุกหัวนอนในประเทศนี้!”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักสารวัตร ลุงดินหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ราวกับกำลังสะกดกลั้นบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต เมื่อเขาลืมตาขึ้น แววตาของช่างซ่อมนาฬิกาผู้แสนซื่อได้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาของ ‘พยัคฆ์ร้าย’ ที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อให้ขาดเป็นชิ้นๆ
ลุงดินเอื้อมมือไปหยิบปึกเงินห้าหมื่นบาทบนโต๊ะ พวกนักเรียนนายร้อยยิ้มเยาะ คิดว่าสุดท้ายไอ้แก่ยากจนก็ต้องพ่ายแพ้ต่อเงินและอำนาจ ทว่า… ลุงดินกลับไม่ได้เก็บมันใส่กระเป๋า เขาออกแรงฉีกธนบัตรปึกนั้นจนขาดกระจุยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และโปรยมันลงบนพื้นต่อหน้าพลตรีเกรียงไกร!
“เฮ้ย!! มึงทำบ้าอะไรวะไอ้แก่! มึงอยากลองดีใช่ไหม!” ตั้มผุดลุกขึ้นยืนชี้หน้าด่าด้วยความโกรธจัด
“ฉันไม่ได้อยากลองดี…” ลุงดินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและดังกังวานจนทุกคนในห้องรู้สึกขนลุกซู่ “แต่ฉันกำลังจะสอนให้พวกแกได้รู้ว่า… บนโลกนี้ มีบางคนที่พวกแกไม่ควรจะไปแตะต้อง ไม่ว่าพวกแกจะมีดาวบนบ่ากี่ดวงก็ตาม!”
พูดจบ ลุงดินก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์เก่าๆ หยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าที่ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตขึ้นมา เขากดหมายเลขสิบหลักอย่างรวดเร็วและรอสายเพียงแค่เสี้ยววินาที
“ตะวัน… นี่ฉันเอง” ลุงดินกรอกเสียงลงไปสั้นๆ
ปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนกและเคารพสูงสุด (“ท… ท่านครับ! ท่านผู้บัญชาการ! ในที่สุดท่านก็ติดต่อมา เกิดอะไรขึ้นครับท่าน!”)
“ส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ‘พยัคฆ์ทมิฬ’ มาที่ สน. ตอนนี้เลย… และโทรเรียก ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และรัฐมนตรีกลาโหม ให้มาเจอฉันที่นี่ภายในยี่สิบนาที… บอกพวกมันว่า ‘จอมทัพ’ เรียกพบ ถ้าใครมาสายแม้แต่นาทีเดียว ฉันจะปลดพวกมันให้หมด!”
(“รับทราบครับท่าน! ผมจะสั่งการเดี๋ยวนี้ครับ!”)
ลุงดินกดตัดสาย แล้วเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าตามเดิม เขายืนเอามือไพล่หลังด้วยท่วงท่าที่สง่างามและน่าเกรงขามอย่างประหลาด ต่างจากช่างซ่อมนาฬิกาซอมซ่อเมื่อห้านาทีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง
พลตรีเกรียงไกรและสารวัตรมองหน้ากันก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาลั่นห้อง
“ฮ่าๆๆๆ! นี่แกดูละครหลังข่าวมากไปหรือเปล่าไอ้แก่! โทรเรียก ผบ.ทบ. เหรอ? โทรเรียกรัฐมนตรีเหรอ? สติฟั่นเฟือนไปแล้วมั้งมึงน่ะ!” พลตรีเกรียงไกรหัวเราะจนน้ำตาเล็ด “สารวัตร! เอาตัวไอ้แก่นี่ไปขังข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานและทำลายทรัพย์สินซะ! ปล่อยให้มันบ้าอยู่ในคุกนั่นแหละ!”
“รับทราบครับท่านนายพล! เฮ้ย! จ่า! เข้ามาล็อกตัวไอ้บ้านี่ไปเข้าห้องขังเดี๋ยวนี้!” สารวัตรตะโกนสั่งลูกน้อง
ทว่า… ยังไม่ทันที่จ่าสิบตำรวจจะเดินเข้ามาแตะตัวลุงดิน เสียงไซเรนและเสียงคำรามของเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากหน้าสถานีตำรวจ!
กึกก้อง! ตึง! ตึง! ตึง!
พื้นดินสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหว เสียงใบพัดของเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก (Black Hawk) จำนวนสองลำบินโฉบลงมาจอดที่ลานกว้างหน้า สน. อย่างอุกอาจ ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ตามมาด้วยรถหุ้มเกราะฮัมวี (Humvee) และรถตู้สีดำกันกระสุนอีกกว่าสิบคันที่แล่นเข้ามาปิดล้อมสถานีตำรวจไว้ทุกทิศทาง!
ทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษรบพิเศษ (Special Forces) ในชุดพรางสีดำเต็มยศ พร้อมอาวุธสงครามครบมือและสวมไอ้โม่งปิดบังใบหน้ากว่าร้อยนาย กระโดดลงจากรถและเฮลิคอปเตอร์ บุกทะลวงเข้ามายึดพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลภายในเวลาไม่ถึงสองนาที! ตำรวจทั้ง สน. ตกใจจนทำปืนหลุดมือ ไม่มีใครกล้าขยับตัวแม้แต่ตารางนิ้วเดียว
ประตูห้องพักสารวัตรถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนบานพับหักกระเด็น! กองทหารรบพิเศษกรูกันเข้ามา เล็งปืนปืนกลไรเฟิลจ่อหัวสารวัตร พลตรีเกรียงไกร และนักเรียนนายร้อยทั้งสามคนทันที!
“อ… อะไรกัน! พวกคุณเป็นใคร! ฉันเป็นพลตรีเกรียงไกรนะเว้ย! กล้าดียังไงมาเอาปืนจ่อหัวฉัน!” เกรียงไกรแหกปากโวยวาย หน้าซีดเป็นไก่ต้ม
“หุบปากซะ! แกไม่มีสิทธิ์พูด!” เสียงตวาดอันทรงพลังดังมาจากหน้าประตู
ร่างของชายสูงวัยที่เต็มไปด้วยบารมีในชุดเครื่องแบบทหารประดับเหรียญตราเต็มหน้าอก ก้าวเข้ามาในห้อง เขาคือ ‘พลเอก อนุภาพ’ ผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบัน ตามมาติดๆ ด้วยผู้บัญชาการทหารสูงสุด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม! บุคคลระดับท็อปวีไอพีของประเทศมารวมตัวกันอยู่ในห้องพักสารวัตรเล็กๆ แห่งนี้!
พลตรีเกรียงไกรเห็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็แทบจะเข่าอ่อน เขารีบวันทยหัตถ์จนมือสั่น “ท… ท่าน ผบ.ทบ.! ท่านรัฐมนตรี! มีเรื่องอะไรกันครับ ทำไมท่านถึงมาที่นี่…”
แต่พลเอกอนุภาพไม่ได้สนใจเกรียงไกรแม้แต่น้อย ท่านเดินตรงดิ่งผ่านหน้าเกรียงไกรไปหยุดอยู่ตรงหน้า ‘ลุงดิน’ ช่างซ่อมนาฬิกาในชุดมอซอ ก่อนที่ ผบ.ทบ., ผบ.ทหารสูงสุด, และรัฐมนตรีกลาโหม จะกระแทกส้นเท้าทำความเคารพวันทยหัตถ์อย่างพร้อมเพรียงและแข็งขันที่สุด!
“ตะเบ๊ะ!! ขออภัยที่มาล่าช้าครับ ท่านจอมพล!!”
เสียงตะโกนทำความเคารพดังกึกก้องไปทั่วห้อง
วินาทีนั้นเอง… เหมือนมีฟ้าผ่าลงมากลางแสกหน้าของพลตรีเกรียงไกร สารวัตร และนักเรียนนายร้อยทั้งสามคน! พวกมันอ้าปากค้าง ตาถลนแทบหลุดออกจากเบ้า แข้งขาอ่อนแรงจนทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ ร่างกายสั่นสะท้านราวกับผีเข้า หน้าซีดเผือดไร้สีเลือด!
“จ… จอมพล? ท… ท่านจอมพลไหนครับท่าน ผบ.ทบ. ผู้ชายคนนี้คือช่างซ่อมนาฬิกาในตลาดสดนะครับ!” เกรียงไกรละล่ำละลักด้วยความไม่เชื่อสายตา
พลเอกอนุภาพหันมาตวาดใส่เกรียงไกรด้วยความโกรธจัด “ตาบอดหรือไงไอ้เกรียงไกร! บุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าแก คือ ‘จอมพล ดินดนัย’ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด อดีตหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการรบพิเศษที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็น ‘ครูฝึก’ ที่ปั้นนายพลระดับสูงในกองทัพมาแล้วค่อนประเทศ! ท่านเร้นกายออกจากวงการเพื่อไปใช้ชีวิตสงบๆ กับครอบครัว แต่พวกแก… พวกแกบังอาจไปแตะต้องดวงใจของท่าน!”
คำเฉลยนั้นทำให้นักเรียนนายร้อยทั้งสามคนที่เคยก่อวีรกรรมกร่าง ร้องไห้โฮออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พวกมันเพิ่งรู้ตัวว่าคนที่พวกมันเพิ่งกระทืบลูกสาวเขาจนปางตาย และคนที่พวกมันเพิ่งโยนเศษเงินใส่หน้า… คือ ‘เทพเจ้าแห่งสงคราม’ ที่แม้แต่กองทัพทั้งประเทศยังต้องก้มหัวให้!
ตั้ม บอย และเอก คลานเข่าเข้ามาเกาะขากางเกงของลุงดิน (จอมพลดินดนัย) น้ำตาและน้ำมูกไหลเปรอะเปื้อนใบหน้า พวกมันกราบเท้าเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ท่านครับ! พวกผมผิดไปแล้ว! พวกผมตาบอด! พวกผมขอโทษครับท่านจอมพล! ไว้ชีวิตพวกผมด้วยเถอะครับ พวกผมไม่อยากตาย!” ตั้มร้องไห้ฟูมฟายอย่างน่าสมเพช หมดสิ้นคราบของนักเรียนนายร้อยผู้หยิ่งผยอง
เกรียงไกรเองก็คลานเข้ามากราบเท้าเช่นกัน “ท่านครับ! ผมขอประทานโทษแทนลูกชายผมด้วย! ผมยินดีชดใช้ทุกอย่าง ท่านจะเอาเงินเท่าไหร่ พันล้าน หมื่นล้าน ผมจะหามาให้ท่าน! ขอแค่ท่านละเว้นโทษให้ลูกชายผม เขาเป็นอนาคตของชาตินะครับท่าน!”
จอมพลดินดนัยก้มมองเศษสวะใต้ฝ่าเท้าด้วยแววตาที่เย็นเยียบยิ่งกว่าขั้วโลก เขาสะบัดขาออกจากการเกาะกุมอย่างแรง
“อนาคตของชาติงั้นรึ?” ดินดนัยแค่นเสียง “ชาติจะพินาศก็เพราะมีว่าที่นายทหารสวะๆ แบบพวกแกนี่แหละ! เงินพันล้านหมื่นล้านของแก มันซื้อกรามลูกสาวฉันที่แตกเป็นหกเสี่ยงคืนมาได้ไหม! มันซื้อรอยยิ้มและบาดแผลในจิตใจของเด็กผู้หญิงบริสุทธิ์คนหนึ่งคืนมาได้ไหม!”
จอมพลดินดนัยหันไปหา ผบ.ทบ. และออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงประกาศิต
“อนุภาพ! ฟังคำสั่งฉัน! หนึ่ง… ปลดไอ้เด็กเปรตสามคนนี้ออกจากการเป็นนักเรียนนายร้อยทันที ริบเครื่องหมาย ยศ และสิทธิประโยชน์ทุกอย่าง สอง… ตั้งคณะกรรมการสอบสวนคดีอาญาข้อหาพยายามฆ่า และส่งตัวพวกมันขึ้นศาลทหาร ห้ามมีการประกันตัวเด็ดขาด ให้พวกมันไปเน่าตายในคุกทหารที่โหดร้ายที่สุด! สาม… สั่งปลดพลตรีเกรียงไกรออกจากราชการ ถอดยศ และอายัดทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อตรวจสอบการทุจริตย้อนหลังสิบปี ฉันรู้มานานแล้วว่ามันโกงกินงบประมาณกองทัพ!”
“รับทราบครับท่านจอมพล! ผมจะดำเนินการให้เด็ดขาดที่สุดครับ!” พลเอกอนุภาพรับคำสั่งเสียงหนักแน่น
“ม… ไม่นะ! ท่านครับ! อย่าทำผมแบบนี้! พ่อครับ ช่วยผมด้วย พ่อ!” ตั้มกรีดร้องโหยหวนดิ้นพราดๆ บนพื้น ขณะที่ทหารรบพิเศษสองนายเข้ามากระชากคอเสื้อและใส่กุญแจมือไพล่หลังอย่างรุนแรง บอยและเอกก็ถูกจับกุมในสภาพที่กางเกงเปียกชุ่มไปด้วยปัสสาวะเพราะความกลัวจนสติแตก
พลตรีเกรียงไกรเป็นลมล้มพับไปคาที่เมื่อรู้ว่าชีวิตที่สร้างมาด้วยการคอร์รัปชันได้จบสิ้นลงแล้ว ส่วนสารวัตรตำรวจจอมสอพลอ ก็ถูกปลดและจับกุมข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และรับสินบนในวันเดียวกัน
จอมพลดินดนัยไม่แม้แต่จะปรายตามองจุดจบอันน่าสมเพชของพวกมัน เขาหันหลังเดินฝ่ากองกำลังทหารนับร้อยที่ตั้งแถวทำความเคารพ ก้าวขึ้นเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กเพื่อรีบกลับไปที่โรงพยาบาล กลับไปเป็น ‘ลุงดิน’ พ่อที่แสนดีของน้ำฟ้าอีกครั้ง
ไม่กี่เดือนต่อมา ด้วยทีมแพทย์ศัลยกรรมอันดับหนึ่งของโลกที่กองทัพจัดหามาให้ น้ำฟ้าได้รับการผ่าตัดรักษาจนกรามที่แตกละเอียดสมานตัวและกลับมามีใบหน้าที่งดงามและรอยยิ้มที่สดใสได้อีกครั้ง แม้จะมีบาดแผลในใจ แต่การมีพ่อที่คอยปกป้องอยู่เคียงข้าง ทำให้เธอสามารถก้าวผ่านฝันร้ายนั้นมาได้
ส่วนนักเรียนนายร้อยทั้งสามและครอบครัวของพวกมัน… ต้องชดใช้กรรมอยู่ในคุกทหารอันมืดมิด สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง กลายเป็นเพียงนักโทษเดนตายที่ไม่มีใครจดจำ เป็นอุทาหรณ์ที่ตอกย้ำให้สังคมเห็นว่า… อย่าหลงระเริงในอำนาจและเครื่องแบบที่สวมใส่ เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่า ‘คนธรรมดา’ ที่คุณกำลังเหยียบย่ำ แท้จริงแล้วอาจจะเป็น มัจจุราช ที่พร้อมจะลากคอคุณลงนรกได้ในพริบตา!



